•
ช่วงประมาณเดือนที่แล้ว วงการดาราศาสตร์คึกคักอีกครั้ง กับการเปิดตัว superstar คนใหม่แห่งฟากฟ้า นั่นก็คือ ดาวหางโฮล์มส์นั่นเอง เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆนะครับ เพราะอยู่ๆมันก็สว่างขึ้นมาเป็นล้านเท่าซะงั้น เอาล่ะ วันนี้มารู้จักดาวหางกันให้มากกว่านี้ดีกว่าครับ
ดาวหาง (Comet) เป็นวัตถุหนึ่งในระบบสุริยะของเรา มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคือคำว่า Coma ที่แปลว่า “เส้นผม” สำหรับการอธิบายลักษณะของดาวหางได้ดีที่สุดคงเป็นคำว่า “ก้อนน้ำแข็งสกปรก” เพราะดาวหางประกอบด้วยน้ำแข็ง ก๊าซต่างๆเช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย นอกจากนี้ยังมีฝุ่นกับหินปะปนอยู่อีกด้วย (เป็นไง สกปรกจริงมั้ยล่ะ) มีแหล่งกำเนิดอยู่บริเวณนอกระบบสุริยะโน่นแน่ะ ในสมัยโบราณ ผู้คนชอบเปรียบเทียบดาวหางว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคร้าย เมื่อดาวหางปรากฏครั้งใด ก็จะนำหายนะมาสู่โลกเสมอ จริงๆแล้วมันไม่เกี่ยวกันซักกะนิด มันแค่บังเอิญน่ะครับ แต่ถ้าดาวหางดวงนั้นจะพุ่งมาชนโลก ที่เขาว่าไว้ก็คงจะเป็นจริงแฮะ
ดาวหางประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ 3 ส่วนก็คือ
- นิวเคลียส (Nucleus) ก็คือก้อนน้ำเข็งที่อยู่ใจกลางดาวหาง
- โคมา (Coma) เป็นกลุ่มก๊าซที่ระเหิดอยู่อย่างหนาแน่น ห้อมล้อมนิวเคลียสไว้
- หาง (Tail) หางมีสองชนิดคือ หางฝุ่นและหางไอออน ส่วนมากที่เราเห็นกันชัดๆนั่นเป็นหางฝุ่นครับ ส่วนหางไอออนนั้น เกิดจากการเรืองแสงของไอออนบริเวณหัวดาวหาง เมื่อได้รับพลังงานจากลมสุริยะครับ

ภาพดาวหางเฮลล์-บ็อบพ์ หางฝุ่นก็คือส่วนที่เป็นสีขาว ส่วนหางไอออนคือสีน้ำเงินครับ
นักดาราศาสตร์จำแนกดาวหางออกเป็น 2 ประเภทครับ คือดาวหางคาบสั้น (Short Peroid Comet) มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ต่ำกว่า 200 ปี และอีกประเภทหนึ่งคือ ดาวหางคาบยาว (Long Period Comet) ที่มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์มากกว่า 200 ปีขึ้นไป ส่วนมากวงโคจรของดาวหางเป็นรูปวงรี และไม่ค่อยมีระนาบกันซักเท่าไหร่ แต่ก็มีบางดวงนะครับ ที่วงโคจรไม่ได้เป็นวงรี แต่เป็นรูปพาราโบลา เข้ามาหาดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งแล้วก็ออกไป ไม่กลับมาอีกเลย
สิ่งที่ทำให้ดาวหางส่องแสงสว่างขึ้นมาได้ ก็เพราะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ครับ ยิ่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากเท่าไหร่ หางก็จะยิ่งยาวขึ้นเท่านั้น สำหรับดางหางที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น
ดาวหาง McNaught ปี 2007 สว่างที่สุดในรอบ 40 ปี
ดาวหาง Hyakutake ปี 1997
ดาวหาง Helley ปี 1986
เป็นไงล่ะครับ ดาวหางสวยๆกันทั้งนั้นเลย
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการดูดาวนะครับ
•
อากาศที่เชียงใหม่เมื่อคืนหนาวมาก มากกว่าทุกวัน แต่ท้องฟ้าก็เปิดดีครับ หลังจากที่ผมอ่านหนังสือเสร็จประมาณตีสอง ก็ถึงเวลาที่รอคอย คือการไปดูฝนดาวตกเจมินิดส์นั่นเอง ใจจริงอยากดูตั้งแต่สี่ทุ่ม แต่มันทำไม่ได้นี่สิ T-T ไม่เป็นไร
ขับรถออกมากับเพื่อนอีก 2 คน โดยไม่ได้คิดว่าจะไปดูตรงไหนดี มอชอไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองก็จริงครับ แต่ก็หาที่ดูยากอยู่ดี เพราะเขาติดหลอดไฟตามข้างทางเยอะ แถมสว่างอีกต่างหาก สุดท้ายแล้วผมก็เลือกไป “อ่างแก้ว” ครับ เพราะคิดว่าเหมาะที่สุดละ ไปถึงอ่างแก้ว ก็มีคนไปนั่งดูนอนดูอยู่พอประมาณ ไม่มากครับ ไปนั่งที่อ่างแก้วก็เห็นท้องฟ้ารอบทิศเลยล่ะ เสียอย่างเดียวที่หลอดไฟกลมๆตรงทางเดินมันสว่างซะจริงๆ ดูดาวลำบากนิดหน่อย แต่ก็โอเคล่ะครับ
แอบตลกนิดนึงที่บรรดาผู้ไปดูฝนดาวตก กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มของสาวประเภทสองครับ เวลาเห็นดาวตกซักดวงก็จะเกิดอาการที่เขาเรียกกันว่า “หูย” ก็ประมาณส่งเสียงร้องเพื่อแสดงอารมณ์ แต่คงเป็นอารมณ์ตื่นเต้นปนสะใจนิดๆนะผมว่า เพราะกว่าจะออกมาให้เห็นเป้งๆซักดวงนี่ก็ซักพักเล็กๆ จริงๆแล้วผมว่าเมื่อคืนตกเยอะนะครับ แต่ผมมองไม่ค่อยเห็น เพราะท้องฟ้ามีแสงจากเมืองรบกวนค่อนข้างมาก ไอน้ำในบรรยากาศก็เยอะ เราจึงมองไม่ค่อยเห็นดาวตกดวงเล็กๆ แต่ยังไงผมก็รู้สึกได้ว่ามันมากกว่าที่ผมเห็นแน่นอน ผมนั่งดูนอนดูอยู่ประมาณ 15 นาที ก็ต้องกลับหอ จริงๆอยากดูทั้งคืนแต่ทนความหนาวกับความหิวไม่ไหว มาดูตัวเปล่าไม่ได้เอาอะไรมาด้วยเลย แล้วยังต้องตื่นเช้าอีก ดีจริง…
เท่าที่ผมลองนับๆดู 2 นาทีจะเห็นดาวตกซัก 3 ดวงได้มั้ง งานนี้ผมเอากล้องถ่ายรูปไปด้วยครับ แต่ไม่ได้ถ่ายดาวตกหรอก กล้องมันตัวเล็กเกินไป คงถ่ายไม่ได้ ผมก็เลยถ่ายดาวไปเรื่อยเปื่อยซะงั้นแหละ คลิกดูรูปใหญ่ได้นะครับ
กลุ่มดาวนายพราน

สามเหลี่ยมฤดูหนาว

ดาวลูกไก่ กับดาววัว

กลุ่มดาวสุนัขใหญ่

•
เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องฝนดาวตกเจมินิดส์ไปครั้งนึงแล้วครับ คราวนี้กลับมาเตรียมตัวดูกันอีกที คราวก่อนเคยบอกไปว่าอัตราการสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 100 ดวง/ชั่วโมง แต่สำหรับในประเทศไทยเขาคงลดราคาน่ะครับ เหลือประมาณ 50-80 ดวง/ชั่วโมง อุอุ ล้อเล่นน่ะครับที่ว่าลดราคา คงเป็นผลจากปัจจัยอื่นมากกว่า ฝนดาวตกเจมินิดส์เป็นฝนดาวตกในกลุ่มดาวคนคู่ครับ แต่จริงๆแล้วเกิดจากฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 ไทฟอน สำหรับช่วงนี้ก็สังเกตเห็นกลุ่มดาวคนคู่ได้ตั้งแต่ประมาณ 3 ทุ่มเป็นต้นไป ทางทิศตะวันออกค่อนไปทางเหนือนิดๆ ขึ้นมาพร้อมๆกับดาวอังคารนั่นแหละครับ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (สดร.) เชิญชวนสื่อมวลชนและผู้คนที่สนใจ ขึ้นไปชมฝนดาวตกที่หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมเองอยากไปมากก แต่คงไปไม่ได้ เพราะว่าใกล้สอบแล้ว ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ด้วยการเอาหนังสือหนุนหัวแล้วนอนเหมือนอย่างเคย แต่ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นไปบนหอดูดาว แต่ผมก็ไม่พลาดที่จะดูหรอกครับ
ช่วงนี้เชียงใหม่เป็นอะไรไม่รู้ครับ มีเมฆเยอะหน่อย แต่ก็พอเห็นดาวเกินครึ่งท้องฟ้า เมื่อวานผมไปนั่งดูดาวคนเดียวที่บริเวณสนามบาสกลางแจ้ง (เอาข้าวไปกินด้วย) ดูแล้วคิดถึงบรรยากาศเก่าๆเมื่อตอนสมัยม.ปลาย ผมชอบนอนดูดาวบนดาดฟ้าหลังบ้าน ดวงดาวทุกดวงยังสวยงามไม่เปลี่ยนไปเลย แต่ข้อเสียของเชียงใหม่ก็คือ แสงรบกวนเยอะมากครับ เทียบกับที่บ้านผม (จ.น่าน) แล้ว ต่างกันลิบเลยล่ะ ใครว่าเป็นบ้านนอกผมไม่เถียงครับ เพราะมันจริง :mrgreen: แต่ถ้าเป็นบ้านนอกแล้วเห็นดาวชัดกว่า เยอะกว่า ผมยอมมม
งานอดิเรกที่ผมชอบมากอีกอย่าง นอกจากการดูดาวก็คือการถ่ายรูปครับ เมื่อวานลองพยายามถ่ายรูปดาวด้วยกล้องดิจิตอลคอมแพ็คอีกครั้ง กล้องที่ใช้อยู่เป็น Sony Cybershot W-5 โบราณนิดๆ แต่ก็เปิดหน้ากล้องรับแสงได้สูงสุด 30 วินาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำให้เห็นดาวเป็นดวงๆ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ขาตั้งกล้องของผมอันเล็กเกินไป อันใหญ่ที่เอามาจากบ้านก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ ภาพที่ถ่ายได้ก็ถือว่ามองออกน่ะครับว่าดวงไหนเป็นดวงไหน แต่จะเบลอนิดๆเพราะกล้องสั่นๆ ไว้วันหลังจะลองพยายามถ่ายดูอีกทีละกัน แล้วจะเอารูปมาให้ดู (อยากได้กล้องแบบ SLR จังงง)
เอาล่ะนอกเรื่องฝนดาวตกเจมินิดส์ไปเยอะเลย ผมท่องเน็ตไปเรื่อยๆเจอเว็บน่าสนใจเกี่ยวกับในดาวตกเจมินิดส์มาฝากครับ
ขอให้มีความสุขกับการดูฝนดาวตกนะครับ