•
- เรามีความรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ของเราน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพราะแค่จะมอง ยังมองไม่ไหวแล้ว
- มวลกว่า 60% ของดวงอาทิตย์ กระจุกอยู่ตรงบริเวณแกนแกลางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 แสนกิโลเมตรเท่านั้น หมายถึง ความหนาแน่นบริเวณใจกลางกับบริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์ ไม่เท่ากัน
- แกนของดวงอาทิตย์มีความหนาแน่น 160 กรัม/ลูกบาศเซนติเมตร มากกว่าทองคำขาว (ซึ่งเป็นธาตุที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในโลก) อยู่เกือบๆ 8 เท่า!
- อยากรู้มั้ยว่าดวงอาทิตย์ผลิดพลังงานวินาทีละเท่าไหร่? คำตอบคำ วินาทีละประมาณ สามร้อยหกสิบ ล้านล้านล้านล้าน จูล เขียนเป็นเลขก็ได้ 3.6 x 10^26 Joules แค่อ่านก็เหนื่อยแล้ว - -* พลังงานขนาดนี้ ถ้าเป็นพลังงานไฟฟ้าก็สามารถใช้ได้ถึง 97 ล้านปีในประเทศไทย
- จุดบนดวงอาทิตย์ หมายถึง จุดที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณรอบๆ ส่วนมากมีสีน้ำตาล แต่คนส่วนมากมองเห็นเป็นสีดำ เลยบอกว่าเป็น “จุดดับ” บนดวงอาทิตย์ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ดับหรอก
- พลังงานความร้อนที่เกิดจากนิวเคลียร์ฟิวชั่น จากใจกลางดวงอาทิตย์ ต้องใช้เวลาเป็นแสนๆปี กว่าจะขึ้นมาถึงผิวดวงอาทิตย์ได้ แต่กลับใช้เวลาเพียง 8 นาที 20 วินาที ในการเดินทางมาถึงโลก
- ชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิประมาณ 2 ล้านเคลวิน ขณะที่ผิวของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิเพียง 5 พันเคลวินเท่านั้น
- บริเวณขั้ว กับเส้นศูนย์สูตรบนดวงอาทิตย์ ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองไม่เท่ากัน กล่าวคือ ถ้าให้เวลาเท่ากัน เส้นศูนย์สูตรจะหมุนไปได้ 3 รอบ ขณะที่ขั้วยังหมุนไปได้แค่ 2 รอบเอง
- ห้ามมองดวงอาทิตย์โดยตรง โดยไม่มีเครื่องกรองแสงนะครับ เพราะอาจทำให้ตาบอดได้ ด้วยความปรารถนาดี จากมังกี้อามโน : P
- เพิ่มเติม ความเร็วหลุดพ้น (หมายถึง สมมุติว่า ถ้าเราอยากปั่นจักรยานออกไปนอกโลก ต้องปั่นด้วยความเร็วอย่างน้อย 11.2 กิโลเมตร/วินาที ถึงจะหลุดออกจากโลกไปได้) ของดวงอาทิตย์ก็มีเหมือนกัน แต่มันคือประมาณ 618 กิโลเมตร/วินาที!!
- มวลของดวงอาทิตย์ดวงเดียว มีค่าเท่ากับมวลของวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะรวมกัน ถึงประมาณ 750 เท่า!!!
•
และแล้วเทศกาลลอยกระทงก็ผ่านไปแล้ว ปีนี้ผมก็ไม่เลยกระทงเหมือนทุกๆปี ผมเลิกลอยกระทงมาหลายปีแล้ว เพราะผมมองว่าสมัยนี้คนเขาลอยกันเป็นแฟชั่นซะส่วนใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจขอขมาพระแม่คงคากันอย่างจริงใจ นอกจากนั้น ผมก็ไม่มั่นใจกระทงที่วางขายกันทั่วไป ว่ามันจะไม่ทำลายธรรมชาติจริงๆ ส่วนเรื่องมีคู่ลอยหรือไม่ … ไม่ใช่ประเด็นละกัน
ในทุกๆปี สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในคืนวันลอยกระทง ก็คือพระจันทร์ครับ ผมคิดว่าคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นคืนที่พระจันทร์สวยที่สุดในรอบปีแล้วล่ะ แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ผมไม่มีโอกาสเห็นพระจันทร์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า ในคืนวันลอยกระทง เพราะว่าที่เชียงใหม่เมฆตรึมเลยครับ กว่าจะเห็นพระจันทร์ก็ดึกๆนู่น จริงๆแล้วผมชอบมองพระจันทร์ในทุกๆคืน พอๆกับการดูดาวเลยล่ะครับ สำหรับผมแล้ว ไม่มีคืนไหนเลยที่พระจันทร์เหมือนกัน แต่ละคืนมองไป ก็ทำให้คิดอะไรแตกต่างกันไปมากมาย เอาล่ะ สองย่อหน้าแล้วยังไม่เข้าเรื่องเลย - -*
เคยสังเกตเหมือนผมไหมครับ ว่าตอนที่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ก็ตาม เวลาโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า หรือตอนใกล้ๆตก ดูเหมือนจะ “โต๊โต” กว่าปกติที่อยู่กลางท้องฟ้า ที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นดวงอาทิตย์ตอนใกล้ตกดิน กับดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญนี่แหละ จริงๆแล้วมันมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ที่เราเห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เมื่ออยู่ใกล้ๆขอบฟ้านั้น เนื่องจากมีวัตถุอื่นอยู่ใกล้ๆ เช่น ภูเขา หรือต้นไม้ เวลาเรามอง สมองเราก็จะนำไปเทียบกับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆโดยอัตโนมัติ ขนาดของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ เมื่อเทียบกับสิ่งรอบๆข้าง เราจึง “รู้สึก” ว่า มันใหญ่กว่าตอนอยู่กลางท้องฟ้า เพราะกลางท้องฟ้านั้นไม่มีอะไรอยู่รอบข้างเลย จึงไม่มีตัวเปรียบเทียบ ซึ่งจริงๆแล้ว ขนาดของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย
ตามทฤษฎีเขาบอกว่าไว้ว่าแบบนี้แหละครับ แต่สำหรับผมแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังมองว่ามันใหญ่กว่าอยู่ดี เมื่ออยู่ใกล้ขอบฟ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เชื่อตามทฤษฎีนะครับ ผมคิดว่ามันถูกต้องแล้วล่ะ แต่คงจะมีอะไรสักอย่าง ที่ทำให้ผมเห็นว่ามันใหญ่จริงๆ อาจจะมีเรื่องของการหักเหของแสง ในชั้นบรรยากาศของโลกมาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพที่ปรากฏมันแปลกไปก็ได้ครับ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่รู้หรอก ไว้ถ้าหาคำตอบได้จะเอามาบอกละกันครับผม

(ภาพโดย Geraint Smith, ภาพนี้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพเข้าช่วยด้วยครับ จึงดูเหมือนใหญ่มาก)
•
วันนี้มาต่อกันด้วยตำนานกรีก ของกลุ่มดาวนายพรานกันอีกซักเรื่องนึง เรื่องมันมีอยู่ว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (อีกแล้ว) มีนายพรานหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนามว่า โอไรออน (Orion) เขาเป็นพรานที่มีความสามารถมากมาย (อีกแล้ว) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพรานล่าสัตว์ให้กับเทพีอาร์เทมิส (Arthemis) ซึ่งเป็นเทพีแห่งการล่าสัตว์ และมีหน้าที่อีกอย่างคือ นำรถลากดวงจันทร์มาส่องแสงในเวลาค่ำคืน แต่ด้วยความที่โอไรออนหน้าตาดี หล่อเลือกได้ ก็เลยแอบกิ๊กกับเทพีอาร์เทมิสซะงั้น และด้วยความหลงไหล เทพีอาร์เทมิสกลับละเลยหน้าที่ ที่ต้องนำดวงจันทร์มาส่องแสง ชาวโลกทั้งหลายเดือดร้อนเป็นอันมาก เทพอะพอลโลทราบข่าวเข้า ก็เกิดไม่พอใจ และคิดที่จะกำจัดโอไรออนซะ
จนกระทั่งวันหนึ่งอากาศแจ่มใส โอไรออนลงเล่นน้ำล่อฉลามขาวอยู่กลางทะเลอยู่ไกลๆ ตุ๊บป่องๆ เห็นแต่หัวดำๆ เทพอะพอลโลได้ที จึงเอ่ยปากท้าเทพีอาร์เทมิสด้วยภาษากรีกโบราณ ซึ่งผมได้แปลเป็นไทยไว้แล้ว ว่า “ได้ข่าวว่ายิ่งธนูแม่นนักแม่นหนา ไหนลองยิงก้อนดำๆกลางทะเลไกลๆดูหน่อยซิ แต่ไกลอย่างนั้น เจ้าคงยิงไม่ถูกแน่ๆ” เทพีอาร์เทมิสไม่ยอมให้เทพอะพอลโลผู้เป็นพี่ชาย ดูถูกตนอยู่ฝ่ายเดียว จึงชักธนูออกไปยิงออกไปกลางทะเลทันที โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือคนรักของตน เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุกลับพบว่าเป็นโอไรออน ซึ่งก็สิ้นใจไปซะแล้ว เทพีอาร์เทมิสโศกเศร้าเสียใจมากมาย จึงนำร่างของโอไรออนขึ้นไปบนท้องฟ้า ให้เกิดเป็นดวงดาว มีให้เห็นอยู่ตลอดไป ซึ่งก็คือกลุ่มดาวนายพรานนั่นเอง
ออกแนวเศร้าๆนิดๆเนาะ

ภาพวาดเทพีอาร์เทมิส จาก Kagaya’s Gallery